วันศุกร์ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

Tobolsk - ไข่มุกอีกแห่งของรัสเซีย

มีบทกลอนรัสเซียบทนึงกล่าวไว้ว่า
ไข่มุกของรัสเซียมีหลายที่ ตาบอลสก์นี้ก็เป็นหนึ่งในนั้น
ปกคลุมด้วยหิมะขาวแห่งเหมันต์ เป็นเสน่ห์อัศจรรย์ไซบีเรีย(ตะวันตก) 
(เอมแปลเอง พยายามให้สละสลวยแล้วแต่เหมือนจะไม่ช่วยเลย 555)

Tobolsk หรือตาบอลสก์ นั้น เป็นเมืองประวัติศาสตร์ที่ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของประเทศรัสเซีย
อยู่ในเขตไซบีเรียตะวันตก ในพื้นที่ตอนใต้ของเขตตูเมนค่ะ
มีแม่น้ำ 2 สายสำคัญหลักๆคือ แม่น้ำตาบอล (Тобол) และอีรทืช (Иртыш)
เมืองนี้สร้างขึ้นเมื่อปี ค.ศ.1587
แต่มาได้รับอนุมัติเป็นเมืองเมื่อปี ค.ศ.1590 เป็นเมืองแรกในเขตไซบีเรีย
เรียกได้ว่าเป็นเมืองเก่าแก่ที่สำคัญเมืองหนึ่งของไซบีเรียกันเลยทีเดียว

ตำแหน่งที่ตั้งของเมืองตาบอลสก์ค่ะ (ในวงกลมสีแดง) 

ทริปนี้เกิดขึ้นเมื่อตอนเรียนปีเตรียมภาษาค่ะ (ช่วงพฤษภา ปี 2012) 
เป็นปกติของนักศึกษาต่างชาติที่มาเรียนที่รัสเซียไม่ว่าจะมาเรียนเอง
หรือเป็นเด็กทุนรัฐบาลไหนๆก็ต้องเรียนเตรียมภาษากันก่อนเสมอ
ในปีนี้เองที่เราจะได้เจอเพื่อนต่างชาติมากมาย
อันนี้ก็แล้วแต่เมืองเลยค่ะ ว่าเมืองไหนคนชาติไหนมากันเยอะ
เมืองเยคาฯบ้านนาของเอมก็มีสัญญากับมหาลัยที่เกาหลีใต้
และก็มีจากจีน ญี่ปุ่น สเปน อเมริกา อิตาลี อิรัก อิหร่าน อียิปต์ ตุรกี ประมาณนี้
ทริปนี้เลยเป็นทริปที่อาจารย์รัสเซียจัดขึ้นเพื่อให้เด็กต่างชาติ
ได้ไปเที่ยวกันนั้นเอง

ทำไมถึงมาเป็นเมืองนี้ได้ ก็เพราะ
1.ไม่ไกลจากเยคาฯค่ะ ดูจากแผนที่จะเห็นเมือง Yekaterinburg ห่างออกไป
นิดเดียว นั่งรถไฟกัน 8-10 ชั่วโมงก็ถึง (ก็คือนอนคืนนึงพอดี)
2.มีส่วนที่เรียกว่า "พระราชวังเครมลิน" ซึ่งมีไม่กี่เมืองในประเทศรัสเซียที่จะมีกัน
3.และด้วยในเครมลินนี้เอง จะมีโบสถ์สำคัญ และเป็นเป้าหมายหลักของอาจารย์จัดทริป
(เอมเรียกอาจารย์จัดทริปว่าเจ๊โบสถ์ เนื่องจากแกเคร่งศาสนาและชอบพาเที่ยวโบสถ์)
เหตุผลทั้งหมดทั้งมวลนี้เอมคิดเอาเองล้วนๆนะ 5555 
แต่ก็ตัดสินใจไป เพราะตั้งใจจะเที่ยวให้ทั่วรัสเซียเท่าที่ทำได้ 

ทริปนี้เอมไปกับเพื่อนๆหลายคลาสเลย รวมถึงคุคุ รูมเมทคนสวยด้วย
พร้อมกับอาจารย์อีก 2 ท่าน (หนึ่งในนั้นคือเจ๊โบสถ์นั่นเอง)
โดยนั่งรถไฟออกจากเยคาฯบ้านนาตอนเย็น เพื่อจะไปถึงเมืองตาบอลสก์ตอนเช้า

ภายในรถไฟ โบกี้ชั้น 3 คันใหม่

อาจารย์ 2 ท่าน ดร.ทั้งคู่
ด้านขวาเสื้อขาวคือเจ๊โบสถ์
ส่วนด้านหลังคือกำลังเล่น ABCD กันอยู่
เรานั่งกันไปจนถึงเมืองตาบอลสก์ค่ะ ขึ้นรถตู้โดยสารไม่ประจำทางไปจนถึงที่พัก
ที่พักเราเป็นโรงแรมเล็กๆชื่อว่ากอสตีนนึย โดม (Гостиный дом) Гостиный дом
ด้านหน้าที่พักมีป้ายบอกระยะทางไว้ด้วย

ห่างจากมอสโก 2908 กิโลเมตร
วลาดิวอสตอก 6400 กิโลเมตร
เอมพักกับคุคุและเพื่อนคนจีนอีกสองคน สภาพห้องก็โอเคเลย อบอุ่น ไม่หนาวเกินไป


เสร็จจากวางของแล้วก็ได้เวลาไปเที่ยวแล้วค่ะ
เมืองนี้อย่างที่บอกสถานที่สำคัญที่สุดเลยก็คือเครมลินนั่นเอง

แผนผังที่เที่ยวพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์
ลงจากรถมาก็จะเจอป้ายแผนผังค่ะ บริเวณนี้จะเรียกว่าจัตุรัสแดงเช่นกัน
และมีทางเดินยาวไปถึงส่วนที่เรียกว่าเครมลิน


เนื่องจากช่วงที่เอมไปคือต้นเดือนพฤษภาคมค่ะ คือวันที่ 1-4 พฤษภาเลย
ในรัสเซียนับเป็นฤดูใบไม้ผลิ แต่ว่าที่นั่นอากาศยังเย็นเนื่องจากหิมะเพิ่งละลายไป
และเป็นช่วงเปลี่ยนฤดูจีงมีฝนตกตลอดเลยจะเห็นน้ำเฉอะแฉะในรูปเต็มไปหมด

เดินเข้ามาเรื่อยๆก็จะเห็นกำแพงเครมลินค่ะ
เครมลินของที่นี่พิเศษตรงที่ เป็นเครมลินที่สร้างจากหินที่เดียวในไซบีเรีย ค่ะ

ส่วนนี้เรียกว่า Гостиный двор หรือแปลได้ว่าเป็นแหล่งการค้า
ในอดีตเคยเป็นศูนย์การค้า ตลาดซื้อขายของยูเรเชีย
วิหารเซนต์โซเฟีย หรือ
St.Sophia-Assumption Cathedral
(Софийско-Успенский кафедральный собор)
ว่ากันว่าหินก้อนแรกที่วางสร้างวิหารสีสวยอันศักดิ์สิทธิ์ของเมืองนี้
เริ่มเมื่อปี ค.ศ.1681 แต่การก่อสร้างจริงๆเริ่มขึ้นเมื่อปี 1683
ตัวอย่างการก่อสร้างก็เลียนแบบมาจากคอนแวนท์หญิงในกรุงมอสโก
การก่อสร้างดำเนินไปตั้งแต่ปี 1683 - 1686 
วิหารนี้ถูกปิดลงเมื่อปี 1920 ในสมัยสหภาพโซเวียต 
จนกระทั่งปี 1989 จึงได้รับอนุมัติจากรัฐบาลโซเวียต
ในการส่งคืนวิหารกลับสู่ศาสนาคริสต์ออร์ธอด็อกซ์ของรัสเซีย
จึงได้มีการบูรณะปฏิสังขรณ์ภายในเกิดขึ้นค่ะ

บรรยากาศภายในโบสถ์วันอาทิตย์

เวลาเข้าไปในวิหารหรือโบสถ์คริสต์นิกายรัสเชี่ยนออร์ธอด็อกซ์นั้น 
ผู้หญิงจะต้องใส่กระโปรงยาวคลุมเข่าค่ะ และมีผ้าคลุมศีรษะด้วย
เวลาจะดูว่าโบสถ์หรือวิหารนี้สร้างอุทิศให้นักบุญคนไหนก็ง่ายมากค่ะ
ให้สังเกตที่มุมขวามือของเราเวลามองไอคอนโนตาซิส
ชั้นล่างสุดเป็นนักบุญคนไหน ก็จะเป็นชื่อวิหารหรือโบสถ์นั้นนั่นเองค่ะ

เสร็จจากด้านในแล้วเดินออกจากวิหารกันมาจะเจอสภาพแบบนี้ค่ะ


หันไปทางซ้ายก็จะเจอกับหอระฆังตั้งตระหง่านอยู่อย่างสวยงาม

หอระฆัง
เดินลงตามทางลาดไปเรื่อยๆก็จะพบว่าสามารถเดินรอบกำแพงเครมลินได้ค่ะ
ซึ่งก็จะเห็นวิวทิวทัศน์รอบเมืองเลย เพราะเครมลินตั้งอยู่สูงกว่าแบบในภาพ

ภาพนี้ถ่ายโดยอดีต ปธน.เมดเวเดฟค่ะ
ขอยืมใช้หน่อยนะคะท่านพี่หมี :)
ทางเดินรอบนอกกำแพง
ทางเดินรอบนอกกำแพง
วิวที่มองเห็นจากทางเดินค่ะ
วิวที่มองเห็นค่ะ นี่เป็นโบสถ์คริสต์คาทอลิกค่ะ
ออกจากดูวิวรอบกำแพงแล้ว เราก็จะเดินลงไปข้างล่างกันค่ะ
โดยผ่านบันไดไม้หน้าตาแบบนี้ บางที่ก็บอกเรียกว่าบันไดโซเฟีย
แต่เอมเองก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน
อาคารด้านบนที่เห็นเป็นเหมือนกรมคลังของผู้ว่าการรัฐในสมัยก่อนค่ะ

ลงมาข้างล่างแล้วถ่ายขึ้นไปจะเห็นแบบนี้ค่ะ
เมื่อเดินออกมานอกถนนก็จะเจอกับอาคารบ้านเรือนที่ทันสมัย
ผิดหูผิดตากับความเป็นโซเวียตมากๆเลย



เราเดินต่อไปยังโบสถ์คริสต์คาทอลิกที่เรามองเห็นจากด้านบนกัน
โบสถ์นี้ชื่อว่า Church of the Holy Trinity (Храм Пресвятой Троицы)
เป็นโบสถ์คริสต์โปแลนด์ค่ะ สร้างขึ้นเมื่อปี 1900 และเสร็จสิ้นในปี 1909 ค่ะ




เสร็จจากโบสถ์แล้วก็เดินกลับขึ้นไปกันค่ะ เพราะกองทัพต้องเดินด้วยท้อง
สำหรับคนรัสเซียเวลาพักทานอาหารกลางวันคือบ่าย 2 ค่ะ
ไม่ใช่เที่ยงตรงแบบบ้านเรา เรียกว่าเดินกันจนหิวโซเลยล่ะ
เราเดินกลับขึ้นมาทางเดิมค่ะ


ขึ้นมาแล้วก็จะเห็นตึกศาลว่าการอยู่ด้านซ้ายมือ


หันไปด้านขวา ก็ได้เห็นกับรุ้งเหนือวิหารเลยค่ะ ส๊วยสวยยยย
รุ้งกินน้ำ
ทางเดินออกจากเครมลิน
เดินกลับกันไปที่จัตุรัสแดงค่ะ เราจะเห็นร้านอาหารอยู่ฝั่งซ้ายมือลิบๆค่ะ 
เป็นร้านอาหารรัสเซียพื้นเมืองที่ดูโอ่อ่ามากๆ
และยังเป็นบ้านไม้สวยงามเลยทีเดียว
ชือว่าร้านลาเดนึย (Ладейный ресторан) ค่ะ
ด้านหน้าร้านอาหาร
จัดโต๊ะแบบรัสเซียแท้ๆต้องมีผ้าปูโต๊ะแบบนี้
นั่งประจำที่กันแล้ว อาหารที่เราจะได้กินกันวันนี้ก็คือ
ซุปบอร์ชของรัสเซียค่ะ เป็นซุปสีแดงจากบีทรูท
เป็นอาหารประจำชาติก็ว่าได้ แล้วต่อด้วยเกี๊ยวรัสเซียค่ะ
ชื่อว่าเปลเมนี (Пельмени)  จะเลือกไส้เนื้ออะไรก็แล้วแต่เลย
มีทั้งไก่ วัว แกะ ม้า กระต่าย ปลา กุ้ง หมู ฯลฯ
(มัวแต่หิวโซ เลยไม่ทันได้ถ่ายรูปซุปค่ะ - -")

หน้าตาเกี๊ยวรัสเซียค่ะ
กินกับครีมเปรี้ยวหรือ sour cream นั่นเอง
หลังจากกินเสร็จแล้วเราก็ออกมาเจอกับฟ้าใสๆแล้ว
จริงๆก็ยังไม่พ้นจากบริเวณเครมลินสักเท่าไร
ด้านหน้าทางเดินเข้าไปเครมลินจะมีน้ำพุอยู่ค่ะ เป็นทางเดินผ่านไปยังพิพิธภัณฑ์ที่เราจะไปกัน



เดินข้ามถนนมาก็จะถึงพิพิธภัณฑ์ศิลปะ (Художественный музей)
แต่ๆๆๆวันหยุดยาวค่ะ พิพิธภัณฑ์ปิดอีกแล้ว т^т

พิพิธภัณฑ์ศิลปะ
(จริงๆมีรูปปั้นรถม้าอยู่ แต่ถ่ายเก็บมาไม่หมด แหะๆ)
เราจึงเดินไปร้านซุปเปอร์มาร์เก็ตแถวในเมืองกัน
เพราะตอนเย็นจะมีปาร์ตี้เล็กๆน้อยๆ
วันแรกของทริปก็เลยจบลงแบบเรียบๆเบาๆ

------------------------------------------------------

อรุณสวัสดิ์ยามเช้าของวันที่ 2 ของทริปค่ะ :)

วิวจากหน้าต่างที่ห้อง 
วันนี้เราลงมากินข้าวเช้ากันที่โรงแรมค่ะ
แล้วก็กระโดดขึ้นรถตู้โดยสารไม่ประจำทางของเราไปนอกเมืองกัน
ที่ๆเราจะไปกันนั้นเรียกว่า อะบาลัค (Абалак)
เป็นหมู่บ้านเล็กๆที่มี monastery ของนักบวชชาย
และสถานที่ท่องเที่ยวเล็กๆสำหรับนักท่องเที่ยว

Monastery ที่ว่าค่ะ
(Свято-Знаменский Абалакский мужской монастырь)

หมู่บ้านอะบาลัคแห่งนี้เป็นหมู่บ้านเก่าแก่มากๆๆ เก่าขนาดที่ว่ามีการสร้างขึ้นมา
ตั้งแต่ยังไม่มีชาวรัสเซียในพื้นที่ แต่เป็นชาวตาตาร์ต่างหาก
นั่นหมายความว่าก่อนศตวรรษที่ 15 เสียอีก
ชื่อ"อะบาลัค"นี้ก็ได้มาจากชื่อของเจ้าชายตาตาร์ท่านนึงในภาษาตาตาร์นั่นเอง

เขตท่องเที่ยวอะบาลัค
หน้าทางเข้าค่ะ
ส่วนใหญ่จะเป็นเกี่ยวกับนิทานพื้นบ้านรัสเซียค่ะ
มีหลายเรื่องเลยล่ะ



อันนี้เป็นเรื่อง Добрыня Никитич и Змей Горыныч
อันนี้คือสุนัขจิ้งจอก สัญลักษณ์แห่งความเจ้าเล่ห์
เอมชอบนิทานพื้นบ้านเรื่อง колобок มากกกก
สนใจลองดูใน колобок ได้ค่ะ 
อันนี้ตารางหมากรุกยักษ์ ก็ไม่รู้เรื่องไหนนะ 5555
เสร็จจากเที่ยวหมู่บ้านอะบาลัคแล้วก็นั่งรถกลับเข้าเมืองกันค่ะ
ได้เวลากินข้าว ซึ่งวันนี้ก็ยังคงเป็นร้านเดิม (เพราะเมืองเล็กๆไม่มีร้านอะไรเท่าไร)
แต่เมนูเปลี่ยนนะคะวันนี้ อิอิ

สเต็กหมูโปะด้วยสัปปะรด มะเขือเทศ หอมใหญ่
และ cottage cheese ค่ะ อบพอประมาณและโรยด้วยพลาสลีย์และผักชีลาวสับ

อันนี้ของหวาน เป็นเกี๊ยวเหมือนกันแต่ไส้หวาน
พวกแยมเบอร์รี่ต่างๆ เชอร์รี่ บลูเบอร์รี่ แบล็คเบอร์รี่ สตรอเบอร์รี่
เรียกว่าวาเรนนิกี้ (Вареники)
แล้วราดด้วยครีมเปรี้ยว
กินเสร็จแล้วเราก็ออกเดินทางไปยังศูนย์งานปั้น (ไม่รู้จะเรียกเป็นภาษาไทยยังไงดี)
นั่งรถเมล์กันไป ราคาค่ารถ (ตลอดสาย) ก็ถูกมากๆค่ะ 10 รูเบิ้ล (เทียบเท่า 10 บาท) เท่านั้น
พอเราไปถึง คุณป้าก็สาธิตวิธีการปั้นดินให้เป็นรูปร่าง อารมณ์เหมือนปั้นดินเหนียวนั้นแล
ผลงานดีจนไม่กล้าจะเอารูปลงเลยทีเดียว 55555
แต่ว่าเราทุกคนก็ได้ลองปั้นกับเครื่องตามคุณป้าผู้สอนเลย
มือเลอะกันไปตามๆกัน สนุกดีเหมือนกันนะ



แถมงานนี้ยังได้เครื่องปั้นของตัวเองกลับมาติดไม้ติดมือคนละชิ้นด้วย
เสร็จแล้วเราก็ได้ไปเดินเล่นรอบๆเมืองกันค่ะ
ที่นี่ก็มีรูปปั้นอนุสาวรีย์บุคคลสำคัญเช่นกัน
อย่างคุณปีเตอร์ (Пётр Павлович Ершов) คนนี้
เป็นนักเขียนชื่อดังในสมัยจักรวรรดิรัสเซียที่เกิดใกล้ๆเมืองนี้
และมาเสียชีวิตที่เมืองนี้เมื่อปี ค.ศ.1869
นิทานที่โด่งดังที่สุดของเขาก็คือนิทานกลอนเรื่อง The Little Humpbacked Horse
(Конёк-горбунок) หรือ The Magic Horse ค่ะ



หลังจากเดินเตร็ดเตร่ไปเรื่อยแล้วเราก็กลับเข้าที่พัก
วันสุดท้ายเราก็ออกเดินทางกลับเมืองเยคาฯบ้านนาของเรา
โดยรถไฟเช่นเดิม สะดวกสบายดีนักแล 

สถานีรถไฟที่เมืองตาบอลสก์
ถึงสถานีรถไฟที่เมืองก็นั่งรถทรอลเลกลับหอเหมือนเดิม
จบทริปเล็กๆอย่างบริบูรณ์
กลับมาคราวนี้ รู้สึกบ้านนาของเอมไม่ธรรมดาอีกต่อไป 
ศิวิไลซ์กว่าเยอะเลย :)


วันจันทร์ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

Trans-Siberian Lil Trip 7: Omsk ออมสก์ - เมืองเด็กไทยที่ถูกลืม

หลังจากกระโดดขึ้นรถไฟสายทรานส์ไซบีเรียกลับจากอิร์คุสก์กันออกมา
ชีวิตบนรถไฟเรียกได้ว่า กินๆนอนๆอย่างเดียว มีเน็ตโผล่มาบ้างเป็นครั้งคราว
ด้วยความที่กินมาม่ากันมาหลายมื้อ
ส่วนตัวเป็นคนชอบกินเนื้อสัตว์ เลยเริ่มไม่รับกับมาม่า
จากเป็นคนพูดเก่ง กลายเป็นคนเงียบขรึม ถึงขนาดซึมเลยทีเดียว
เราเลยตัดสินใจบอกพี่ๆว่าจะไปตู้เสบียงนะ จะไปซื้ออาหาร
เราไม่ไหวแล้ววววว ต้องการอาหารชนิดอื่น

รถไฟสายระยะยาวของรัสเซีย ปกติจะมีตู้เสบียงไว้คอยขายอาหารค่ะ
จริงๆแล้วตู้โบกี้ที่เราเดินทางกัน ก็จะมีป้าผู้ดูแลด้วย 
ซึ่งนางก็จะมีของมาขายเหมือนกัน แต่เที่ยวนี้ไม่มีค่าาาา 
เที่ยวก่อนตอนเสบียงเต็มนี่ป้าก็มีเต็มเหมือนกัน
หลังจากตัดสินใจเดินไปซื้ออาหารที่ตู้เสบียง

ภายในตู้เสบียง หน้าตาประมาณนี้
คือจริงๆแล้วตู้เสบียงบนรถไฟขึ้นชื่อว่าราคาแพงค่ะ คนรัสเซียจึงไม่ค่อยกินกัน
พอไปถึง ป้าเค้าพิจารณาดูสภาพเราแล้วก็ไม่ค่อยอยากจะขาย
นึกว่าเป็นแรงงานมาจากจีนหรือมองโกเลียอะไรประมาณนี้
เราก็ไม่สนใจ สั่งข้าวผัดไข่กับไก่ทอด (ซึ่งมีขายแค่นี้จริงๆ)
พี่ๆและคุคุก็ตัดสินใจกินกับเราด้วย น่ารักจริงๆ 
เราเลยบอกป้าว่าเราเป็นนักเรียนทุนรัฐบาลรัสเซีย เรียน ป.โท อยู่ในรัสเซียเนี่ยแหละ
ปิดเทอมก็เลยมาเที่ยว ไม่ได้มาทำงาน ใช้แรงงาน
ปฏิกิริยาป้าๆในโบกี้จึงดีขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด
คนรัสเซียชอบคิดว่าตัวเองดีกว่าชาวบ้านแบบนี้ประจำ
เราเสียค่าอาหารกันคนละ 300กว่าบาท แพงอยู่
แต่ก็ดีกว่ามาม่าอะนะ 55555555

นั่งกันมา 40 ชั่วโมง เราก็มาถึงเมืองออมสก์
ออมสก์เป็นเมืองที่รัฐบาลรัสเซียส่งเด็กไทยที่ได้รับทุนกันมาเรียน 3 คน
เป็นผู้หญิงหมดเลย พี่ๆเรียนกันที่มหาวิทยาลัยการสอนแห่งเมืองออมสก์
(Омский государственный педагогический университет)
จริงๆก็เป็นรุ่นพี่ที่โครงการรัสเซียศึกษาที่ธรรมศาสตร์ทั้งหมดเลย
ก็เลยได้มีพี่ๆพาเที่ยว และช่วงจองที่พักให้ด้วย
เราพักกันที่โฮสเทลของมหาลัยพี่เค้า ซึ่งอารมณ์เหมือนหอนักศึกษาที่เปิดให้เช่าพัก
สภาพโดยรวมก็ดีค่ะ ราคาไม่แพง คืนละ 700 บาท/คน/คืน เอง

ออมสก์เป็นเมืองใหญ่อันดับ 2 รองจากโนโวซิเบียสก์
นับตั้งแต่ผ่านเทือกเขาอูราลมาเลย
และมีขนาดเป็นอันดับ 7 ของประเทศรัสเซียค่ะ
ใช้เวลาในการเดินทางโดยรถไปชายแดนคาซัคสถานเพียง 2 ชั่วโมงเท่านั้น
ใกล้กว่าไปมอสโก เมืองหลวงหลายเท่าตัวเลย

สถานีรถไฟเมืองออมสก์


สำหรับมหาลัยการสอนแห่งเมืองออมสก์ก็ตั้งอยู่ใจกลางเมืองเลยค่ะ
เข้าที่พักแล้วเราก็รีบอาบน้ำแล้วออกไปหาอะไรกินก่อนเลย
เพราะร่างกายต้องการเนื้อสัตว์ค่ะ อิอิ
ร้านที่เราไปกันอยู่ไม่ไกลจากที่พักค่ะ
เป็นร้านอาหารรัสเซีย เดินดุ่ยๆไปก็ถึง
ชื่อร้าน Ёлки-Палки อ่านว่า โยลกี้ปัลกี้
เป็นคำอุทานแสดงอารมณ์ค่ะ
พบได้หลายสาขาทั่วประเทศรัสเซียเลย

สัญลักษณ์หน้าตาร้านเป็นแบบนี้

สลัดซีซาร์แซลมอน
บาร์บีคิวรัสเซีย (ชัชลึค) 
 จากนั้นก็มีแรงเดินชมเมืองกันแล้วค่ะ
โบสถ์ใหญ่ใจกลางเมืองที่เราต้องเดินผ่านและเป็นโบสถ์สำคัญใหญ่ที่สุดของเมือง
ชื่อว่า Успенский собор หรือ Assumption Cathedral
ซึ่งสร้างตั้งแต่สมัยพระเจ้าซาร์นิโคลัย (นิโคลัส) เมื่อปี 1891
ในช่วงที่กำลังสร้างทางรถไฟสายทรานส์ไซบีเรีย



จากนั้นเราก็เดินผ่านที่ทำการของผู้ว่าการรัฐฯ
แน่นอนว่าต้องมีรูปปั้นเลนิน ผู้นำแนวคิดคอมมิวนิสต์
นอกจากนี้ยังมีรูปปั้นของดอสโตเยฟสกี้ (Fyodor Dostoyevsky)
นักเขียนชื่อดังของรัสเซีย
ที่มีงานเขียนชื่อดังอย่าง อาชญากรรมและการลงทัณฑ์ / พี่น้องคารามาซอฟ ค่ะ
แล้วทำไมถึงมีรูปปั้นนักเขียนท่านนี้อยู่ที่นี่ ก็เพราะว่าในช่วงปี 1849-1854
ถูกซาร์นิโคลัยที่ 1 เนรเทศมาเป็นแรงงานในพื้นที่กันดารในเขตไซบีเรีย
ซึ่งก็คือเมืองออมสก์แห่งนี้นั่นเอง


ส่วนตัวคิดว่าเมืองออมสก์ค่อนข้างเงียบสงบ มีถนนหลักสายใหญ่อยู่หนึ่งสาย
ดูทันสมัยเพราะมีร้านค้าต่างๆ ร้านอาหารอีกมากมาย
 แล้วยังมีรูปปั้นหลากหลายให้ถ่ายรูปด้วย อย่างแม่สาวคนนี้


วันแรกวันเดียวก็สามารถเดินครบหมดเมืองแล้วค่ะ
วันที่สองเราเดินไปริมน้ำ ดูโครงสร้างเมืองเก่าที่ยังพอเหลืออยู่
แต่ด้วยความที่อากาศหนาวมากกกก เลยไม่ได้หยิบกล้องมาถ่ายรูปกันเลย
วันที่เหลือจึงหมดไปกับการนั่งคุยกับพี่ๆ ทำอาหารกินข้าวร่วมกันมากกว่า

ลูกโลกอะไรไม่รู้ อันนี้บอกไม่ได้จริงๆ - -"
แต่อยู่ริมแม่น้ำออมเลย
วันสุดท้ายก็เก็บของ และไปซื้อของตุนเสบียงเตรียมกินบนรถไฟ
ขากลับเป็นขาที่สบายที่สุดในทริป
เพราะนั่งกลับไปเยคาฯเพียงแค่ 8 ชั่วโมงเท่านั้น!!!
จากสถานีรถไฟเมืองเยคาฯ นั่งรถทรอลเลบัสกลับมาที่หอประมาณ 20 นาทีก็ถึง
พอกลับมาถึงหอ จัดการเก็บของ อาบน้ำอาบท่า ก็ถึงเวลากินค่ะ
อากาศหนาวติดลบเกือบ 30 องศา ทำให้ร่างกายต้องการความอบอุ่น
และสุกี้คือคำตอบบบบบ :)

สุกี้ฝีมือพวกเราเองงงง

จบทริปทางรถไฟสายทรานส์ไซบีเรีย บริบูรณ์ค่ะ ^^